จากชื่อเรื่องนี้ แม่งลูกทุ่งมาก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
 
บางคนอาจงง มึงจะสุขใจทำไมน้ำเขาท่วมกันหมดเนี่ยเดือดร้อน
คือ ซันแน๊ป เราไปทำความฝันให้เป็นจริงมาครับ
 
เรื่องมันเริ่มจาก เมื่อปีที่แล้ว ........
 
คุณแน๊ปรู้สึกคึกอะไรมาจากไหนไม่รู้ทัก msn ผมมา
 
แน๊ป : แก ฉันอยากไปเปิดหมวก
ซัน : เอางั้น อ่อ ?
แน๊ป : เออ 555555555
ซัน : ลิสต์เพลงมาดิ
แน๊ป : โอเค 55555555555555
 
ปล.ไอแน๊ปมันชอบพิมพ์ 5555555 เวลามันคิดไรไม่ออก
 
ปรากฏว่าจากตอนแรกที่ผมเลิกเล่นกีตาร์ไปได้ซัก
พอคุณแน๊ปมาชวนผมเท่านั้นหล่ะ
รู้สึกไฟของนักดนตรีมันลุกครับ
 
วันต่อมาไปซื้อสายมาเปลี่ยนเลย ซ้อมไปเป็นเวลานานมาก
ฝึกปรือฝีมือ 
 
แต่ ............. เราก็ยังไม่ได้เปิดหมวกกันซักที
 
จนมาวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2554 ครับ ความฝันของเราก็เป็นจริง
 
คือย้อนอีกนิด หลังจากเกิดเกตุน้ำท่วมได้พักหนึ่ง
คุณแน๊ปแกก็มาทวงสัญญาข้ามปีกับผมครับ
ผมเลยเสนอไปว่า งั้นเราไปเปิดหมวกช่วยน้ำท่วมกัน
ดีที่คุณแน๊ปแกเห็นดีเห็นงามด้วยกับผม ก็เลยไปกัน
 
ก็พอไปถึง สเตจแรกไปนั่งในสวนสาธารณะจตุจักรก่อนครับ
นั่งไปลองเล่นดู กางป้ายก็แล้วอะไรก็แล้ว แหมบรรยากาศมันเเห้งจริงๆ
เลยลองเปลี่ยนทำเลดู ทีนี้มันสัญจรเลยครับ
เดินไปด้วยเล่นไปด้วยแวะตามป้ายรถเมล์ด้วย
 
ปล. ลำบากมากพอดีผมไม่มีสายสะพาย
เลยเอาเชือกรองเท้ามาผูกเป็นสายสะพายครัีบ เดินไปรองเท้าจะหลุดไป
 
ซักพัก เดชะบุญ ฝนตก
ผมก็นั่งพักกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง จำชื่อไม่ได้
พี่คนขายใจดีมากให้นั่งพักในร้านได้ ขอบคุณครับพี่
พอฝนเริ่มซาลงแล้วเราก็ไปที่สเตจใหญ่ของเรา
หน้าเซ้นทรัลลาดพร้าวนั่นเองครับ
 
แต่ก็ฟ้าฝนไม่เป็นใจครับ พอไปถึงเซ้นทรัล ฝนตกอีกที
เราเลยกระดี๊กระเด็นกันไปอยู่ที่ร้าน Music Collection
เข้าไปพี่ๆในร้านก็บริจาคเงินช่วยอีก
แล้วด้วยความว่างก็เลย เล่นกีตาร์ร้องเพลงกับพี่ๆในร้าน แกซะเลย
 
คราวนี้ถึงเวลาออกโรงของจริงครับ
ฟ้าสว่างใส ใจพร้อม กายพร้อม เสียงพร้อม สายสะพายไม่ค่อยพร้อม
 
เดินออกไปหน้าห้าง แล้วก็
 
บรรเลง ! 
 
คุณแน๊ปก็แหกปากประกาศไปผมก็แหกปากร้องวเพลงไป
เพราะไม่เพราะไม่รู้กูร้องไว้ก่อนเว๊ย
ตอนนี้ มันต่างจากที่แล้วๆมาครับ
ที่แล้วๆมา ไม่มีใครสนใจพวกเราเท่าไร
ไม่มีใครช่วยทำบุญ ผมรู้สึกท้อ
แล้วรู้สึกทำอะไรไม่ดีเงอะๆงะๆไปหมด เจ็บมือด้วย
 
แต่ 
 
ตอนนี้มันกลับกันครับ ผมรู้สึกสนุกมาก
รู้สึกมีพลังมาก แหกปากเท่าไรก็ไม่มีหมดครับ 
อาจเป็นเพราะสิ่งที่เราทำไปมันไม่ไร้ความหมายมั้งครับ ?
 
แต่สุดท้ายงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา พี่ฝนแกตกอีกที ยาวเลยครับ
เราเลยไปพักกินข้าวกลับบ้านกัน
 
แล้วเราก็บริจาคเงินไปเป็นจำนวน 700 บาทนะคร้าบ เจ๋งมวกๆๆ
 
 
 
นี่เป็นรูปป้ายประกาศนะครับ อุตส่าห์ทำก่อนออกมา
มีเวลาหลายวันไม่ทำ น่ารักจังคุณแน๊ป
 
 
 
แสยะยิ้มโชว์ฟันเหลืองไปหนึ่งที
 
 
เครื่องมือหากินครับ
กีตาร์ตัวรัก YAMAHA F-310 ต้องแสงสีนวลสวยจัง : )
 
 
เครื่องมือหากินครับ
 
 
คู่หูครับ วันนั้นทนแดดทนฝนกันมาก
 
 
มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำครับ : )
ถ้าสิ่งที่เราชอบสามารถช่วยคนอื่นได้ เราต้องดีใจมากๆแน่
จริงไหมครับ ?
 
 

แน๊ป : คนไทยใจร้าย

posted on 12 Oct 2011 00:11 by sonapp
เอนทรี่นี้ว่าจะอัพนานแล้วแต่ลืม มีนู่นมีนี่ให้ทำเต็มไปหมด พอว่างแล้วเลยนึกขึ้นมาได้
เป็นเรื่องน่าช็อคที่เจอมากับตัว ทำไมคนเดี๋ยวนี้เป็นกันได้ขนาดนี้
 
วันไหนจำไม่ได้แล้ว นัดกับเพื่อนไปกินข้าวที่ซีคอน ประมาณสิบเอ็ดโมงเกือบเที่ยง
ก็เดินออกมาจากบ้าน รอสองแถวฝั่งตรงข้าม จากอ่อนนุช นั่งพระโขนง-ซีคอนไป
ตอนแรกคนไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็นั่งกันเต็ม แน๊ปก็ยืน ยืนอยู่คนเดียว
ซักพักคนนึงเค้าก็ลงไป แน๊ปก็ไปนั่ง อีกแป๊ปก็มีป้าคนนึงขึ้นมา ก็ลุกให้เค้านั่ง ตัวเองก็ยืนต่อ
ยืนนอกๆหน่อย แบบอีกคนนึงจะริมน่ะ ก็ยืนอยู่ตรงนั้นตลอด โหนไปนั่นแหละ 
 
ที่น่าช็อคเรื่องแรก คือมีผู้หญิงคนนึงขึ้นมา มือนึงอุ้มลูกไม่กี่ขวบ อีกมือถือกระเป๋าเด็กอ่อน 
ของพะรุงพะรัง แล้วยังไงรู้มั้ย ไม่มีใครลุกให้ซักคน ไม่แม้แต่มองหน้าเค้าด้วยซ้ำ
ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัว บีบีเวิร์ลด์ ไอโฟนเวิร์ลด์ จดจ่ออยู่ักับตัวเอง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วเค้าก็เดินไปยืน ยังดีพอมีที่ เดินไปจนสุดมันจะมีที่พิง
เด็กก็ร้องไห้ คนอื่นก็เฉย เค้าก็ทรงตัวไปโอ๋ลูกไป 
 
ต่อมาอีกแป๊ป พอคนเริ่มเยอะ มีป้า ไม่ใช่ ยาย ยายเลยแหละ ยายคนนึงขึ้นมา
ตอนนี้จะเริ่มเบียดๆกันละ ข้างในที่เต็ม สายซีคอนคนเยอะอย่างงี้อยู่แล้ว
นั่นแหละ แล้วยายแกก็ขึ้นมา ไม่มีที่ยืน แกก็ไปยืนตรงบันได ที่มันจะเป็นบันไดก่อนขึ้นรถน่ะ 
 
ลืมบอกไป ก่อนหน้านี้ มีผู้หญิงออฟฟิศสองคนมาด้วยกัน ยืนอยู่ข้างแน๊ปฝั่งเข้าหาหัวรถ
คือคนมันเยอะมาก แน๊ปก็ยืนตัวลีบๆ แต่อีสองคนนี้ มีอาณาจักรส่วนตนที่กว้างขวางมาก
เท่านั้นไม่พอ เห็นคนอื่นขึ้นมาก็นิ่งเฉย ยังคงรักษาระดับแอเรียรอบตัวต่อไป คุยกันกุ๊กกิ๊ก
แน๊ปก็ด้วยความที่เห็นยายเกาะเสา พอรถเบรกก็อุทาน พอรถเลี้ยวก็อุทานไม่ไหว
หันไปบอกชีคนที่ยืนอยู่ใกล้ "พี่คะ เขยิบไปหน่อยได้มั้ยคะ ยายเค้าไม่มีที่จะยืนแล้ว" ชี้ให้ดูด้วย
ไม่นึกไม่ฝัน ชีหันมาเหวี่ยงใส่ ทำหน้าหงุดหงิด "นี่ก็ไม่มีที่จะยืนแล้วเหมือนกัน"
 
(แล้ว..แล้วบาเรีย 1 ฟุตรอบตัวมึง..นั่นอะไร.. แล้วคือ มึง..ถ้ามึงไม่เหยิบ..ไม่เป็นไร..
แต่ทำไม..ทำไมต้องหงุดหงิดใส่กู.. กู..กูทำอะไรให้มึง.. //บ่น)
 
ถึงจะหงุดหงิดอยู่บ้างในใจแต่ก็ทำอะไรเค้าไม่ได้แหละนะ ก็เลยเขยิบเข้าไปข้างในอีก
เข้าไปอยู่ในวงของชีทั้งสองที่มีพื้นที่เหลือไว้นั่นแหละ ยายก็เลยขึ้นมายืนดีัดีได้
 
แล้วอีรถคันนี้มันอะไรกันนักหนาไม่รู้ พอนึกว่าทุกอย่างลงล็อคแล้ว มีตาแก่ๆคนนึงขึ้นมา
แก่เลยล่ะ 60-70 นู่น ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงแล้ว ตาแกนี่เลย ไปยืนอยู่ตรงบันได
ชูมือสองข้าง โหนราวข้างบนตัวโก่ง รถโยก ลุงก็โยกตามรถ 

ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยที่ทุกคน คนทุกคนบนรถเห็นเหตุการณ์ แต่ก็ยังทำเฉย

แล้วที่น่าเกลียดที่สุดคืออะไรรู้มั้ย คนที่นั่ง คนที่นั่งอยู่แต่ละคน ใช่จะเด็ก ใช่จะแก่
มีแต่คนวัยทำงาน ยี่สิบสามสิบ เด็กนักเรียน เด็กพาณิชย์ 
 
มีเด็กพาณิชย์ผู้หญิงกลุ่มนึง สามสี่คน นั่งเรียงแถวกัน คุยกันเสียงดัง เม้าท์เรื่องผู้ชาย
ผู้ชายออฟฟิศ แต่งตัวดี ใส่เชิ้ตผูกไทด์ไร้น้ำใจ นั่งคุยโทรศัพท์
มือนึงถือโทรศัพท์คุย อีกมือจิ้มไอพอด หันมามองหน้าแน๊ปแว๊บนึงแล้วทำเป็นหันไปคุยทางอื่น

แต่ที่หมั่นไส้ที่สุดคือเด็กติ่งคนนึง ไม่น่าเกิน 14 ตัวดำๆนั่งเล่นบีบี ทำหน้าเบื่อโลก
คืออีนี่มันนั่งอยู่ข้างหน้าแน๊ปตลอด แน๊ปก็เห็นหน้ามันตลอด 
มันทำหน้าแบบ "โอ้ยจะอะไรกันนักหนา คนก็เยอะ ร้อนก็ร้อน" พอนึกออกมะ
กลอกตาไปมา เบะปาก ทำหน้าแหยะๆ มองยายด้วยหางตาแล้วทำเสียง "เหอะ" ทุเรศมาก
แล้วอีนี่แอบบ้า คือมันนั่งต่ำ แน๊ปก็เห็นหน้าจอบีบีมัน ไม่มีใครทักมา นั่งจิ้มทั้งๆที่จอมืด
อันนี้ไม่เกี่ยว ถึงมันจะบ้าก็ไม่เกี่ยวกับเรา แต่เห็นแล้วขำดีเลยแอบติดมาเฉยๆ 
 
แน๊ปก็แอบหงุดหงิดนิดหน่อย เหมือนทุกอย่างมันมาอัดกันรวมๆอยู่ในหนึ่งโมเมนต์
ร้อนไม่เท่าไหร่ เบียดไม่เท่าไหร่ แต่เสียงดังมาก ทั้งเสียงรถ เสียงคนคุยกัน เสียงเด็กร้องไห้
เสียงในหัวตัวเองด้วย คือแน๊ปเองก็กำลังด่่าอีสามคนข้างต้นอยู่ในใจ ปวดหัวมาก
 
ข้ามไป
ก็นี่แหละ ถึงบอกว่า คนไทยใจร้าย
 
ถ้าถามว่าเพราะอะไร มันก็น่าคิดนะ อืม เพราะอะไรน่ะเหรอ
ก็อาจจะเพราะโลกเราเดี๋ยวนี้มันสอนให้คนเราเห็นแก่ตัวมากขึ้น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากขึ้น 
แต่ก็อีกนั่นแหละ บางทีก็ไม่ค่อยจะเข้าใจว่า "ทำไม" แล้วก็ "อะไร"
"ทำไม" ถึงคิดกันแบบนี้
"อะไร" ทำให้คนเราเป็นกันได้ถึงขนาดนี้
เอาตรงๆก็รู้สึกแย่นะ
แน๊ปก็มองไม่ออกว่ากับอีแค่มีสเปซรอบตัวขึ้นมาอีกนิดนึงมันจะได้ประโยชน์มากขึ้นตรงไหน
หรือกับแค่การเงยหน้าจากกล่องโซเชี่ยลพกได้ปลอมๆมาสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้นบ้างจะเป็นอะไรไป

บางที ถ้าคนเรามีน้ำใจกันมากกว่านี้ โลกมันอาจจะน่าอยู่มากขึ้นก็ได้นะ

----------------------------------------
 
ประกาศ
 
วันอาทิตย์ที่ 16 ที่จะถึงนี้ แน๊ปกับซันนัดกันไปเปิดหมวกร้องเพลง
@ เซนทรัลลาดพร้าว (น่าจะอยู่หน้าห้างเลยถ้าไม่โดนไล่ซะก่อน)
เวลาก็คงซักบ่ายๆเย็นๆถึงค่ำๆหน่อย เดี๋ยวมาอัพบอกอีกที
 
บริจาคยกกล่อง ไม่มีมุบมิบ เงินทั้งหมดที่ได้เข้า "กองทุนร้อยน้ำใจ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย"
ธนาคารไืทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 402-177853-3
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า แจ้งวัฒนะ
 
อยากร่วมแจม? มาเลยไม่ดุไม่กัด มาช่วยกัน :D
หาแน๊ปไม่เจอ? เตี้ยๆ ตาตี่ๆ แต่งโบฮีเมี่ยน หัวยุ่งๆ 
หาซันไม่เจอ? หาแน๊ปให้เจอก่อนแล้วเดี๋ยวจะเจอซันเอง มันคงอยู่ข้างๆ

สรุปเซนทรัลลาดพร้าว บ่าย 3 โมง เจอกันนะ Wink 
 
----------------------------------------
 
ปล.
ตอนนี้เอเต้ไม่อยู่ เอเต้ออกไปเที่ยว คิดว่าพอหิวก็คงจะกลับมา 
หม่ามี๊ไม่เคยเลิกหานะ หาตลอดเลย เรียกเอเต้โมะๆด้วยนะ
หิวแล้วอย่าลืมมี๊นะ มี๊วางของโปรดเอาไว้รอเต้ด้วยล่ะ :D
รัก.
 

ซัน : ประทับใจ

posted on 10 Jul 2011 23:17 by sonapp
โดนมันไซโคมาครับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
ฮ่าๆๆๆๆ
 
เข้ารื่องเลยแล้วกัน
 
.
..
...
....
.....
......
 
หลังจากที่ผมไม่ได้อัพบล็อกมานานมากๆ
ผมก็ไปตะลอนๆเหมือนยุงวางไข่นั่นเเหละครับ ใช้ตังค์หมดก็รอรอบอาทิตย์ใหม่ แล้วก็ตะลอนๆ เหมือนชีวตยุง
 
แต่จากการที่ไปตะลอนๆมานั้นผมได้เจอเหตุการณ์หนึ่งครับ ถึงกับหยุดตลอนไปราวๆ 10 นาทีเลย
 
ขอแพล่มเลยแล้วกัน
 
 
วันนั้นผมต้องไปเรียนพเศษที่ตึก Century แถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯ จากเวลาประมาณ 5 โมงเย็น - 3 ทุ่ม
วันนั้นรู้สึกปวดคอมากๆครับ รู้สึกในคอบวมจากอาการทอนซิลอักเสบเรื้อรังครับ
แต่เพราะจ่ายตังค์ไปแล้วทั้งสิ้น 4000 ต้องเรียนให้คุ้ม เลยทนเรียนจบจนคลาส
 
หลังจากเลิกเรียนระหว่างทางกลับบ้าน
 
นั่นไงครับ
เหตุเกิดที่ตรงนั้น
 
ระหว่างทางที่ผมกำลังเดินกลับบ้านนั้นผมเห็นผู้ชาย 3 คนกำลังเล่นดนตรีเปิดหมวกกันอยู่ครับ
ในวงนั้นมี ร้องนำหนึ่งมือกีตาร์อีก 2 เล่นไลน์ประสาน และร้องประสานครับ
 
อึ้งกันเลยทีเดียวล่ะสิ เเต่เเค่นี้ยังเด็กๆครับ
 
ผมนั่งฟังอยู่พักนึงรู้สึกมันเข้าหัวมากครับเพลงที่เขาเล่น โดนส่วนตัวผมเป็นคนชอบฟังดนตรีสดอยู่แล้วด้วย
เมื่อเจอก็เลยเดินไปดูให้ชัดๆ
 
และผมพบว่า พวกเขา "ตาบอด" ครับ
 
หลังจากผมเดินไปในจุดที่ได้ยินเสียงชัดๆได้เเล้วผมตัดสินใจปล่อยเวลาไว้กับวงดนตรีวงนี้เลยครับ
ผมวางกระเป๋า เอาหูฟังออก และ .... นั่งฟังพวกเขาด้วยรอยยิ้มครับ
 
หลังจากฟังไปใฃ้เวลาราวๆ 3 เพลงได้
ผมเห็นเวลาสมควรกลับบ้านจึงจัดแจงสะพายกระเป๋า เตรียมตัวกลับบ้าน
 
ก่อนกลับ.............
 
ผมปรบมือให้พวกเขา
 
แล้วเดินไปบอกพวกเขาว่า "พี่ครับ ตอนนี้ผมก็ลังยกนิ้วโป้งให้พี่อยู่นะครับ : ))"
แล้วผมก็ใส่เงินลงในหมวกของเขา มันอาจจะไม่ใช่เงินที่เยอะอะไรนัก แต่ผมรู้สึกสบายใจที่ได้ทำได้พูด
 
ขอบคุณครับ : ))

แน๊ป: วันเดือนปี

posted on 11 May 2011 01:40 by sonapp
สวัสดีเอ็กซ์ทีน :D ไม่เจอหน้ากันเกือบปีคิดถึงแน๊ปมั้ย 55555
you guys: hell no
me: -cries- Y_Y

เมื่อกี้นั่งคุยกับตัวเองในทวิตเตอร์อยู่ อยู่ดีๆก็จะพิมพ์ว่า i want just about 5 hours a day.
(อุ้ย พื้นที่ว่าง ._. อยากคุยเจอกัน @napnapp จ้า 55) 
ก็เลยคิดเลยเถิดเตลิดไปไหนก็ไม่รู้ เรียบเรียงไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ แต่อยากอัพ เอ่างง
 
ขอเริ่มดื้อๆเลยแล้วกัน (ไปไม่ถูก) เรื่องวันเวลานี่มันก็แปลกเหมือนกันนะ
แบบอย่างบางคนบอกว่า เนี่ย อยากให้วันนึงมีซัก 10 ชั่วโมง 
แต่บางคนก็บอก เห้ยบ้า น้อยไป วันนึงซัก 30 ชั่วโมงอ่ะกำลังดี 
แล้วรู้มั้ยมันแปลกตรงไหน? 
มันแปลกก็ตรงที่ว่า เวลามันก็เดินไปเรื่อยๆของมันอยู่ตลอด ไอ้ที่เปลี่ยนไปน่ะ แค่สีฟ้าเอง 
ถึงเค้าจะกำหนดว่าวันนึงมี 24 ชั่วโมง เดือนนึงมี 30 วันก็เถอะ
แต่นั่นมันเวลาของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ เค้าจะเปลี่ยนเวรกันบ้างก็ช่างปะไร

เคยคิดกันบ้างมั้ยว่าถ้าสมมติเค้ากำหนดมาว่า อ่ะ ให้วันนึงมีซัก 5 ชั่วโมง เดือนนึงมี 10 วัน
อาทิตย์นึงก็มีซัก 4 วันแล้วกัน นั่นแหละ เวลามันก็ต้องเลื่อนไปเรื่อยๆอ่ะถูกปะ
แต่ในเมื่อดินฟ้าอากาศมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เราก็อาจจะต้องเจอพระอาทิตย์ขึ้นตอน 4 โมงเย็น
แล้วกว่าพระอาทิตย์จะตกดินก็ปาไปตี 4 ของอีก 5 วันถัดไป โดยประมาณ (มั่วเอา)
นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องฤดูนะ เพราะถ้าเราแบ่งอย่างงี้ เราก็จะมีฤดูหนาวไปอีก 20 เดือน เย้
 
ฟังดูมีกำลังใจใช่มะ? ถึงจะฟังดูพิลึกกึกกือ แต่เราก็จะชินกับมันอยู่ดี เพราะอะไร?
เพราะมันเป็นอย่างงี้ตั้งแต่แรก เพราะเราเชื่อกันแบบนี้
เพราะเราไม่เคยคิดกันแต่แรกว่า เห้ย วันนึงมันต้องมี 24 ชั่วโมง ปีนึงมันต้อง 365 วัน
 
เหมือนอย่างเรื่อง เดือน คม 31 วัน ยน 30 วัน กุมภา เดี๋ยวก็ 28 วันมั่ง เดี๋ยวก็ 29 วันมั่ง
ไม่เคยเข้าใจเลยนะทำไมมึงไม่ทำให้มันเท่ากันทุกเดือน ไม่ชอบเลขถ้วนๆหรือยังไงไม่เข้าใจ
อย่างถ้าเราปัดเศษให้เดือนนึงมัน 30 วันเท่ากัน ปีนึงเราก็จะได้ 360 วัน สวยงาม
อันนี้ก็ตลกดี แต่จะข้ามไปเพราะมันไม่ตรงประเด็น (อ่าว) 55555555
 
โอเคกลับมาต่อกันที่เมนหลักของเรา.. อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราไม่แบ่งมันเลยล่ะ?
ในฐานวินาทีที่เท่าเดิม เราก็จะเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีคำว่าหนึ่งวัน หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน หนึ่งปี
ทุกทุกวันคือวันนี้วันเดียว ยาวนานไม่รู้จักจบจักสิ้น (เริ่มดูเป็นปัญหาโลกแตกว่ามั้ย 55)
คงเซ็งน่าดูถ้าคิดว่าวันนี้ยืนดูพระอาทิตย์ตกมา 836 ครั้ง หรือเห็นพระจันทร์มา 942 ครั้งแล้ว
และตามหนังสือพิมพ์หรือทีวีก็คงจะไม่มีพาดหัวข่าวว่า today news อีกต่อไป
ขอกรี๊ดซักที นี่มันยิ่งกว่าโลกแตกอีกนะเนี่ย 555555555 

แต่พอเขียนไปเขียนมาคิดไปคิดมาเขียนไปเรื่อยๆคิดไปเรื่อยๆแล้วเนี่ย
ก็เกิดปรัชญาที่ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ
จะอธิบายให้เข้าใจว่ามันคืออาการ "ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาจะเขียนไปทำไม" นั่นเอง

ฉะนั้นอย่าเพิ่งสติแตก เพราะในเมื่อคนเรามันก็ต้องกินต้องนอน
ถึงเราไม่จัดเวลาให้เป็นระบบ ร่างกายคนเรามันก็จะจัดเวลาให้เองใหม่อยู่ดี 
อ่ะ ต้องนอน 6 ชั่วโมงนะ ทำงานซัก 7 ชั่วโมงก็เหนื่อยแล้วนะ กลับบ้านมาก็ต้องกินข้าวนะ
แล้วพอปกติมนุษย์มันเป็นอย่างงี้ มันก็พากันเป็นอย่างงี้ กระจายกระจายออกไป
สุดท้ายแล้ว ถึงไม่จัด ก็เหมือนจัดอยู่ดี จบ
 

เฮ้อ
 
 
สรุป ที่เค้าคิดกันมาแต่แรกก็ดีแล้วแหละ แน๊ปเพ้อเจ้อเอง
อัพเอง งงเอง อ่านแล้วไม่เข้าใจ ไม่ต้องถาม เดี๋ยวงงกว่าเดิม 
ลาเท่านี้ สวัสดี 5555555  
 

ซัน, : 2 ปีผ่านไป : )

posted on 21 Feb 2011 21:08 by sonapp
I'll be right here and be like this for you  : )


    21 กุมภาพันธ์ 2554

วันนี้ครบรอบ 2 ปีของเราแล้วนะ : )



            แกยังไม่ลืมใช่มั้ย ....... ?


ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันเลยนะ แกก็ปลีกวิเวกไปไหนก็ไม่รู้
    พอแกอยู่ ฉันก็ไม่อยู่ หรือไม่ก็ไม่ว่าง  แต่มันไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรกับเราเลย แกว่ามั้ย ?


    ช่วงนี้เป็นช่วงสอบพอดี เราต่างคนต่างตั้งใจกับเรื่องสอบ แต่ไม่เป็นไร วันนี้เป็นวันสำคัญ ฉันเอา

เวลามาอัพบล็อกซะหน่อยคงดี  รู้สึกว่ามันก็เค็มได้ที่แล้วบางที ฮ่าๆๆๆๆๆ



However , I believe that you always be in the side of me and you'll be like this forever ....

right ........... ?   : )



Anniversary  2  Years

    Sonapp -.

แน๊ป : short diary เมืองกาญจน์

posted on 04 Jan 2011 11:10 by sonapp
ตอนแรกนัดพี่แม้กไว้ว่าจะไปเค้าท์ดาวน์ด้วยกันแต่สรุปว่าไปไม่ได้กันทั้งคู่เลยอดอดอด
แน๊ปก็ไปกาญจนบุรีกับที่บ้านแทน เลยเก็บเรื่องมาเล่านิดหน่อย :) 

ศ. 31 ธันวา 53
- ผ่านนครปฐม น้องถามกลิ่นอะไร บอกขี้ มันไม่เชื่อ น้องนิว พี่แน๊ปพูดจริง
- หายใจเป็นควัน ดูดบุหรี่อย่างไม่สงบสุข พ่นเท่าไหร่ควันไม่หมดซักที
- ที่นี่ท่าทางเห็ดเยอะ สั่งต้มยำทะเลเหมือนสั่งต้มยำเห็ด แต่ก็ดี ถูกใจ ชอบกิน
(แนะนำ โรตีแกงเขียวหวานที่ร้านภูพญาอร่อยมาก เหนียวหนึบ ต้มยำเห็ดที่ว่าก็อร่อยดี)
- นั่งเรือดูวัดใต้น้ำ ไปตอนเย็นเย็นแล้วแอบวังเวง มีพระอยู่ด้วย ตอนแรกตกใจ นึกว่าผี
- เกือบได้เค้าท์ดาวน์ในฝัน แต่ขอบคุณกึ่งหงุดหงิดบีบี ที่สั่นแฮปปี้นิวเยียร์ไม่หยุดซักที เลยไม่ได้นอน
 
ส. 1 มกรา 54
- ย้ายไปพักอีกที่ คืนละ 4,000 ขอบคุณสวรรค์ที่ไม่ได้จ่ายเอง แต่สวยมาก เทควิวอย่างเยี่ยม
- บ่อน้ำพุร้อนหินดาด ดูในเว็บมีคนอยู่สองคน เป็นส่วนตัวมาก พอไปถึงคนเป็นล้าน แต่ก็โอเึค
(ข้างๆบ่อน้ำพุร้อนมีแม่น้ำ เย็นเจี๊ยบ แช่สลับกัน ขนลุกดี) 
- เมืองกาญจน์มีแต่หมาสีดำปลอกคอสีแดง อันนี้คอนเฟิร์ม แฟชั่นมาก
(พอดีที่บ้านมีลูกหมาที่เอามาใหม่ สีดำ มีสีขาวที่คอเป็นเส้นยาวลงมาถึงอก ชื่อเนคไท ปลอกคอสีชมพูเข้มเกือบแดง เห็นแล้วรีมายด์มาก คิดถึงมัน อยากเอามาด้วย)
- ถ่ายรูปกับป้ายสุดแดนตะวันตก ทุกรูปจะมีป้าเสื้อแดงหน้านิ่วคิ้วขมวดนั่งขายของอยู่ข้างหลัง
- บุหรี่พม่า ซองละ 15 บาท สวรรค์ สบายกระเป๋า แต่รสชาติห่วยแตก บางอันก็ขึ้นรา 
- ข้ามไปพม่า ผู้หญิงพม่าไม่สวยซักคน แต่หน้าใสกิ๊กทุกนาง ต่อไปนี้จะเอาแป้งพม่ามาพอกหน้าบ้าง 
 
อ. 2 มกรา 54
- สลาฟออลไนท์กับครอบครัว เป็นสลาฟตั้งแต่หัวค่ำ น่าเศร้า เหงามาก
- นานนานที นอนสามทุ่มตื่นตีห้าบ้างก็ดีเหมือนกัน ถ้าอยู่กรุงเทพคงไม่ได้ทำอย่างนี้
- หมาเจ้าของรีสอร์ท 3 ตัว ตั้งชื่อใหม่ให้ หน้าตาน่าเกลียด หน้าตาน่ารัก กับ หน้าตางั้นๆ
(หน้าตาน่าเกลียดเป็นหมาพันธุ์อะไรไม่รู้ ขนสีเทาดำยาวเฟื้อยเหมือนไม่ได้อาบน้ำหลายปี หน้าตาเจ้าเล่ห์ ดุเงียบ เหมือนบาบูนผู้เฒ่าในซิมบ้า จริงๆชื่อบาบ้า / หน้าตาน่ารักเป็นโกลเด้น อิมพอร์ตจากอังกฤษ เค้าบอกว่าชื่อปลิ้น เดาเอาเองว่าสมัยอยู่อังกฤษมันคงชื่อปริ๊นซ์ อายุ 5 เดือนตัวเท่าตึก / หน้าตางั้นๆเป็นชิสุ ธรรมดา จริงๆชื่อเฟรนช์ฟราย เลยเอาซอสมะเขือเทศไปเล่นกับมัน บอกเฟรนช์ฟราย มานี่ จิ้มๆ)
- เจอปลากระทิงในแม่น้ำ นั่งเล่นกับมันตั้งนาน ก็ว่าทำไมไม่หนี โดนเบ็ดเกี่ยวอยู่ ช่วยไม่ได้ น่าสงสาร
- ค้นพบไฟแช็กสีทับทิม เกิดมาไม่เคยเห็น สีสวยมาก คิดว่าจริงๆเค้าคงตั้งใจจะทำสีแดง แต่ผิดพลาด 
 
จ. 3 มกรา 54
- ไม่เข้าใจว่าทำไมป๊าชอบแต่งตัวเหมือนพวกสต็อกเกอร์ แลดูโรคจิตมาก ถามเค้าเค้าบอกเค้าหล่อ
- พอกโคลนหน้าเด้ง ตอนพอกรู้สึกเหมือนพวกชนเผ่ามาลูกู หน้าดำ พอยิ้มเห็นแต่ฟัน ตลกดี
- ล่องแพ ไม่เปียกซักที เลยกระโดดลงน้ำเองซะเลย เย็นเจี๊ยบ
(แอบเม้าท์กับแม่ว่าถ้าพี่แม้กมาคงได้แต่นั่งอยู่บนแพ แม่ถามทำไม ก็บอกแม่ว่าพี่แม้กว่ายน้ำไม่เป็น แม่ตกใจ บอกไม่เคยเจอผู้ชายว่ายน้ำไม่เป็น พอไปเล่าให้พี่แม้กฟัง ก็โวยวาย บอกไม่เห็นแปลกเลย)
- ขัดเกลือสปา จั๊กจี้ินิดหน่อยก็ทนเอา นอนให้เค้านวดก็สบายดี ออกมาผิวนุ่มเด้งดึ๋ง ชอบ
- เล่นสนุ๊กเกอร์ครั้งแรกในชีวิต ตื่นเต้น ไม้ยาวกว่าตัว  
- นั่งรถไฟที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ตอนแรกนึกว่าเป็นรถไฟจริงๆ สรุปเป็นรถไฟสวนสนุก สีรุ้ง 
 
ความแตกต่างระหว่างกรุงเทพกับกาญจนบุรี
1. สีเทาเทาบนฟ้านั่นอะไร? กทม ควันรถ - กาญจน์ หมอก
2. อยากว่ายน้ำ? กทม สระ - กาญจน์ แม่น้ำ
3. เวลา? กทม เร็วจนไม่ทันทำอะไร - กาญจน์ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
4. ฯลฯ (แปลว่านึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรต่อดี)
5. ส่วนเรื่องอากาศไม่ต้องพูดถึง
 
ก็งี้แหละนะเมืองกาญจน์ Kiss
 

ซันแน๊ป : Tag-Habit

posted on 22 Sep 2010 23:43 by sonapp

โอเค เอนทรี่นี้ ยังไม่รู้จะทำอะไรดี ทำเเท็กเอาฮาเเม่งเลย
คนที่เข้ามาดูทำกันด้วยนะครับ  ;p
(แน๊ปมาอัพเพิ่มอีกรอบ พอดีอยากมีส่วนร่วม เห็นแล้วมันอดไม่ได้ 55555)

1. สวัสดีจ้า พร้อมหรือยังเอ่ย ?

ซัน - Let's go
แน๊ป - โอเึค พร้อม 555555555

2. ทุกคนเรียกคุณว่า ?

ซัน - ซัน
แน๊ป - แน๊ป สแน๊ป สแน๊ปเป็ด เป็ด หมวย น้องซุปเห็ด 55555555

3. นิสัยเด่นๆของคุณ ?

ซัน - เฉยๆ กวนตีนมั้ง ?
แน๊ป - ไม่รู้สิ รู้สึกเป็นคนหลายบุคลิก 55555

4. นิสัยที่ไม่อยากให้ใครเห็น ?

ซัน - ข้อเสียที่มีอยู่เยอะนั่นเเหละ
แน๊ป - ตอนโมโห มันก็ไม่ถึงกับไม่อยากให้เห็นอ่ะ แต่ไม่เห็นจะดีกว่า 5555

5. นิสัยเมื่อเจอคนที่คุณแอบชอบ ?

ซัน - รู้สึกเองคนเดียว ฮ่าๆๆๆๆๆ หรืออาจจะมีเล่นแง่บ้าง
แน๊ป - ก็แสดงออกให้รู้ว่าชอบ แต่ไม่พูด 55555555

 

6. นิสัยเวลาเขิน ?

ซัน - ยิ้มเเป้น หน้าเเดง ฟุบกับโต๊ะ หันหน้าหนี ตัวอ่อนเเรงละลาย
แน๊ป - อมยิ้ม กัดปาก อยู่ไม่สุข นั่งบ้าไปหลายวัน 5555555

7. นิสัยเวลาเมื่อคุณหน้าแตก ?

ซัน - ยิ้มเห่ยๆ ฮ่าๆๆๆ
แน๊ป - ขำไปสิ ทำขำไป หัวเราะแล้วเกาหัว 555555555555

8. นิสัยเวลาเจอของที่น่ารัก ?

ซัน - ไม่ค่อยสนใจของพวกนี้
แน๊ป - มีเรดาร์ ร้องอ๊าาาชอบบ ชี้นิ้วไปทางนั้น แล้ววิ่งเข้าใส่ 555555555555555

9. นิสัยเวลาเจอคนแปลกหน้ามาเดินไปมาหน้าบ้านคุณ ?

ซัน - เฉยๆ มันปีนเข้ามาค่อยคิดอีกที
แน๊ป - ก็เดินออกไปดูแล้วถามว่ามาหาใครคะ 555 กูตอบตรงคำถามมั้ยเนี่ย 55


10. นิสัยเวลาโมโห ?

ซัน - ไม่รู้ หน้าบึ้งมั้ง ? หน้าหงิกเป็นตีนเลยเวลาไม่พอใจ
แน๊ป - โอ่ยต้องเห็นเอง อธิบายไม่ถูก 555 แม่บอกกวนตีน 555
(เพื่อนแซวมา : แหมแล้วทำอย่างกับปกติมึงไม่กวนตีน) 555555555

11. คุณคิดว่านิสัยคุณเป็นยังไง ?

ซัน - ข้อดีน้อยกว่าข้อเสีย
แน๊ป - แล้วแต่ว่าอยู่กับใคร นิสัยแตกต่างกันไปตามเลเวลความสนิท 555

12. คุณมีเรื่องให้หน้าแตกมั้ย ?

ซัน - เยอะเหมือนกัน
แน๊ป - ก็เยอะอยู่นะ 555555555555555 เรายังฝังใจโอแอลโออยู่เลย

13. เวลาเศร้าใจคุณทำยังไง ?

ซัน - ใช้ชีวิต เเค่จะหมดอาลัยหน่อยนึง
แน๊ป - ถ้าเสียใจมากก็จะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องข้าวปลาไม่กิน 5555555

14. คุณคิดว่าคุณเป็นคนเรียบร้อยมั้ย ?

ซัน - พอควร
แน๊ป - มากอ่ะ 55555555555555555555555555

15. คิดว่าจะมีคนชอบคุณมั้ย ?

ซัน - ไม่เเน่ใจ
แน๊ป - ไม่รู้ ไม่ได้สนใจ 5555

16. คุณเกลียดใครมั้ย ?

ซัน - ไปทั่วเลยอ่ะ
แน๊ป - เยอะมาก 5555555555555

17. คุณกลัวคนแปลกหน้ามั้ย ?

ซัน - ไม่ในกรณีที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น เรียนห้องเดียวกัน ฯลฯ
ผมชอบการเมคเฟรนด์นะ ถึงหน้าผมจะไม่ค่อยรับเเขกก็ตาม

แน๊ป - ก็ไม่ได้กลัว แค่ไม่ชินเวลาอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่รู้จัก 5555 มันยังไงไม่รู้
/ ถ้าหน้าแกไม่รับแขกแล้วหน้าฉันเรียกอะไรเนี่ย 555555555555

18. คุณคิดว่าตัวเองเสียงเบาอ่อนหวานมั้ย ?

ซัน - ไม่อ่ะ เสียงใหญ่
แน๊ป - สุดๆไปเลยฮ่า 555555555 / เสียงแกใหญ่ตรงไหนวะซัน 5555

19. ตกลงคุณคิดว่าคุณมีนิสัยยังไง ?

ซัน - มึงถามไปเเล้วนะ ......
แน๊ป - นี่มึงจะถามซ้ำไปซ้ำมาทำไมตั้งหลายรอบ 555555555

20. แน่ใจนะ ?

ซัน - กูจะเอาธงฟันมึงล่ะ
แน๊ป - เออออออ 555 เล่นถามซะสามรอบ ไม่ชัวร์ไม่ได้แล้วล่ะ 5555

21. อยากบอกอะไรกับผู้ที่มาอ่านบล็อคของคุณมั้ย ?

ซัน - แท็กซะไอ้หนู
แน๊ป - แท็กฉึกๆ <3

22. ข้อสุดท้ายเก็บไว้ให้คนอ่าน คิดว่าเจ้าของแท็กนี้นิสัยเป็นยังไง?

แน๊ป : อัพเดทลูกลูก (edited)

posted on 14 Sep 2010 18:11 by sonapp

เอิ่ม มีคนบ่นมา ว่าบล็อคนี่ก็จะดองนานไปไหน นั่นน่ะสิ จะดองไปถึงไหน
ไอ้เราก็รอซันมาอัพ ซันก็หายไปไหนไม่รู้ ช่วงนี้ไม่ได้คุยกับมันเลย
ไม่รู้ว่ามันมีอะไรต้องทำ หรือมันเกรียน มัวแต่เล่นเกมจนลืมแน๊ปไปแล้วก็ไม่รู้
(ถ้าแกมาอ่านก็ง้อฉันด้วย ฉันเริ่มเซ็งแกแล้ว)

สองสามเดือนที่ผ่านมานี่มันน่าเบื่อยังไงอยู่นะ
เหมือนมีแต่อะไรเดิมเดิม ไม่มีอะไรใหม่ใหม่ โนอัพเดทมากมาก
"ไม่รู้จะอัพยังไงนี่นา" เป็นข้ออ้างของการไม่อัพบล็อค

ช่วงนี้ชีวิตเหมือนเนื้อเพลงเพลงนึงของ alicia keys ชื่อเพลงอะไรจำไม่ได้
ที่มันร้องประมาณว่า "everyday goes on by nothing"
ใช่มันเป็นอย่างงั้นจริงจริง มันนอทติงจริงจริง ไม่มีอะไรเลย

เช้าตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ บ่นกับตัวเอง เอ๊ะวันนี้ต้องไปโรงเรียนนี่นา
นอนต่ออีกห้านาที แล้วลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ส่องกระจก แล้วออกจากบ้าน
เรียนเรียนนอนนอน กลับบ้านมา เล่นคอมยาวยาว
ดึกหน่อยก็นอน ก่อนนอนก็คิด เอ๊ะพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนนี่นา

เหมือนต้องทำอะไรซ้ำซ้ำทุกทุกวัน วันนี้เป็นอย่างงี้ พรุ่งนี้ก็ยังคงเป็นอย่างงั้น
พรุ่งนี้เป็นเหมือนวันนี้ เหมือนกับที่วันนี้เป็นเหมือนเมื่อวาน
มะรืนนี้ มะรืนนู้น มะรืนต่อต่อไป มันก็ยังเป็นเหมือนเมื่อวานของวันนี้อยู่ดี

ไม่ได้เบื่อหรอกนะ แค่เซ็งเซ็งนิดหน่อยเท่านั้นเอง
บางทีเหมือนอยากทำอะไรเต็มไปหมด แต่บางทีก็ไม่อยากทำอะไรเลย

บางทีก็อยากเป็นอย่างเอเต้ เป็นอย่างกิสโม่ เป็นอย่างนัมนัม
ไม่รู้สิ ก็ดูมันสบายดี วันวันทำอะไร กินกินนอนนอน เบื่อก็วิ่งเล่น

เว้นนานไปหน่อย เมื่อกี้แว๊บไปดูยูทู้บมา ลืมไปเลยจะเขียนอะไร
เข้าใจฟิลมั้ย อยากอัพนะ แต่ไม่รู้จะอัพอะไรดี
บล็อคนี้ไี้ร้สาระดี บ่นบ้าอะไรไม่รู้ตั้งหลายบรรทัด หาเนื้อไม่ได้เลย

ไหนไหนก็พูดถึงแล้ว ขอต่ออีกหน่อย เมื่อวานเอเต้เพิ่งลอกคราบ กรี๊ดลั่นบ้าน
ลอกเสร็จให้หนูเป็นรางวัลไปตัวนึง จัดการอย่างรวดเร็ว น่ารักเหมือนเดิม
เออพูดถึงยูทู้บ ช่วงนี้ไม่ได้ถ่ายคลิปเอเต้ลงยูทู้บเลย ลืม คลิปเก่าก็ลบไปหมดแล้ว
ลบทำไม ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีดีก็อยากลบ แต่ว่าจะลงใหม่อยู่





ถ่ายยากมากอยากจะบ่น เลื้อยไม่หยุดเลย
แต่ถ่ายวันนี้กำลังดี เพิ่งลอกคราบ สีสดดี ชอบจังเวลาลอกใหม่ใหม่


รูปแรกที่ปล่อยอยู่กับพื้น ถ่ายได้เพราะมันนิ่ง ก็ว่าสิทำไมนิ่ง ปกติต้องเลื้อย
พอมันอยู่เฉยๆ ถ่ายเสร็จปุ๊ป มันก็เลื้อยออกไป แล้วทิ้งอึไว้ก้อนเบ้อเร่อ อืม..

(เอนทรี่เก่าเีกี่ยวกับเอเต้ เช็คดูได้ข้างข้าง ชื่อ "ลูกชายผมชื่อเอเต้" )

กิสโม่ ล็อปน้อย ตอนนี้ไม่ใช่กระต่ายแล้ว เหมือนหมาผสมหมู อ้วนเอาอ้วนเอา
ตอนแรกแรกให้กินแต่หญ้าแห้งกับอาหารเม็ด เดี๋ยวนี้ให้ผักแซมไปด้วย
แหมแต่น่าหมั่นไส้ พอมีผักนี่อาหารม้งอาหารเม็ดไม่สน จะกินแต่ผัก
ของโปรดคือผักกาดแก้ว เห็นเป็นไม่ได้ วิ่งเข้าหาแล้วหมดภายในสองนาที

มันเป็นกระต่ายที่อารมณ์แปรปรวนมาก ฟิลแต่ละวันไม่เหมือนกันซักวัน
วันไหนนิ่งคือไม่เล่นด้วยทั้งวัน วันไหนอยากเล่นก็จะเข้ามางุ้งงิ้งด้วยตลอด
งงกับมันเหมือนกัน เอาใจไม่ถูก ก็รอมันมาเล่นด้วยเองละกัน
ชักเริ่มขี้อ้อนแล้ว มีการยืนสองขาขอของกิน พอใ้ห้ กินเสร็จก็มาเลียมือ จะเอาอีก
บางทีพอลูบหัวก็ทำหน้าเคลิ้ม ดีไม่ดีบางทีก็หลับไปเลย
พอหยุดลูบก็เอาหัวมาดุนมือ เหมือนจะบอกว่าไม่เอา ให้ลูบต่อ เออก็น่ารักดีนะ

ยังจำได้เลยวันแรกที่โม่มาอยู่ด้วย ตัวกระจึ๋งนึง อยู่ในกล่อง
นั่งแท็กซี่จากสวนกลับบ้านมากับพี่แม้กกับนิว โม่นั่งอยู่บนตัก ตัวสั่นสั่นสั่นสั่น
แล้วดูตอนนี้สิ ตัวเบ้อเร่อ กินไม่หยุดเลย พูดแล้วคิดถึงวันนั้น





นี่ก็อยู่ไม่ินิ่งเหมือนกัน กว่าจะถ่ายได้ ต้องจับหัวไว้ ไม่ก็เอาขนมมาล่อ
หนุ่มคนนี้เห็นกล้องไม่ได้ วิ่งตลอด ไม่รู้ขี้อายหรือรำคาญ


สุดท้ายต่อด้วยน้องเล็กของบ้าน นัมนัม สาวคนเดียวในบ้าน ชื่อตลกดี อยากรู้ที่มามั้ย?
เพลง nom nom nom ฯลฯ ของ perry gripp ในยูทู้บ น่าจะเคยดูกัน นานแล้ว
ถ้ายังไม่เคยก็นี่ http://www.youtube.com/watch?v=SMWi7CLoZ2Q

เห็นแ้ล้วมันอดใจไม่ไหวจริงจริง ลากพี่แม้กไปสวน เอาน้องนัมมาอยู่ด้วยจนได้
เพิ่งได้มาไม่นาน น่าจะซักเดือนกว่ากว่า ตอนแรกมาตัวนิดเดียวเอง
ตอนนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะแม่มันเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ (แต่ไม่ดีนะ อย่าทำตาม ฮ่า)
ดูทรงไม่น่าจะโตได้ แต่ผ่านมาซักพักแล้วมานั่งดูมัน เออก็โตขึ้นอยู่เหมือนกัน







แฮนด์ออน ด้านหน้า ด้านหลัง อยากจะพิมพ์ lol ซักร้อยที
เป็นสาวเป็นแส้ ดูทำท่าเข้า ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลย


มีความสุขเนอะ เวลาเห็นสัตว์ที่เราเลี้ยงค่อยๆโต ค่อยๆโต
เหมือนแบบเออ เราเลี้ยงมันดีนะ เราดูแลมันดีนะ มันดูแฮปปี้ดีนะ
พอคิดอย่างงั้นแล้วก็นั่งยิ้ม เลี้ยงสัตว์นี่มันมีความสุขจริงจริงนะ

ยังดีนะ ในวันเบื่อเบื่อ อย่างน้อยก็มีเ้จ้าพวกนี้มาทำให้ยิ้มได้ :)

ปล1. หม่ามี๊ยังคิดถึงดัสท์ ค็อกเทล เทมเทม กระเป๋า โมโต อีหนู เพิร์ล จุ๊ด ลิลลี่ เอฟ อยู่นะ
คิดถึงตลอดแหละ เหมือนทุกคนยังอยู่กับหม่ามี๊ตลอด ไม่ได้หายไปไหนเลย :)
ปล2. รูปเล็กไปนิด เบลอไปหน่อย รูปเล็กโทษตัวเอง รูปเบลอโทษกล้องละกัน ฮ่า

สเปเชี่ยล ปล. เห็นมีคนถามถึง 5555
ดัสท์ ค็อกเทล คือหนูแกสบี้ / เทมปุระ กระเป๋า คือแฮมสเตอร์ / โมโต คือเต่า /
อีหนู คือกระต่าย / เพิร์ล คือแมงมุม / จุ๊ด ลิลลี่ เอฟ คือหมา :D

แน๊ป : ปัญหาโลกแตก

posted on 26 Jul 2010 14:19 by sonapp

แน๊ปว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเครียดไปกว่าเรื่องเรียนแล้วนะ
ไม่ใช่ว่าเรียนหนัก แต่จะเรียนอะไรดีต่างหาก
นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกที่เกือบๆจะเหมือนทางตัน
สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงจริงแล้วตัวเองต้องการอะไรกันแน่ (ซึ่งแน๊ปก็เป็นหนึ่งในนั้น)

เข้าเรื่องที่หนึ่ง เผอิญไ้ด้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนไปเมกา ได้แล้ว ขึ้นอยู่แค่ว่าจะไปไม่ไป
(ทุกคนคงรู้เพราะแน๊ปเห่อมาก ถึงกับแคปหน้าเว็บไปลงเฟสบุ้ค กรี๊ดไปหลายวัน)
ส่วนตัวแล้วอยากไปมากมาก ติดเรื่องที่บ้านอีกนิดหน่อย มีแนวโน้ม 50 50
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าสมมติไป แล้วกลับมาอาจจะต้องเรียนซ้ำ
เพราะ 1. สายวิทย์ 2. บางคณะมันต้องใช้หน่วยกิตครบทั้ง 3 ปี ซึ่งถ้าไปแล้วมันจะโหว่ไปปีนึง
คือไม่อยากเสียเวลา ไม่ได้รู้สึกว่าปีนึงมันหายไปโดยเปล่าประโยชน์
แค่คิดว่าอยากจบไวๆมากกว่า จะได้ก้าวต่อไปซักที ไม่ต้องมาเรียนอะไรกลางๆ
โดยเฉพาะ
ตอนนี้ยังไม่แน่ใจเลยว่าอยากเป็นอะไรกันแน่ มันก็ยาก
กดดันอยู่เหมือนกันนะ เหมือนต้องรีบตัดสินใจ ทั้งๆที่ยังไม่ชัวร์กับตัวเองเท่าไหร่

แต่มันก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าไปก็อาจจะได้ไปเจออะไรใหม่ๆ อาจจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ดีกว่านั่งจมอยู่แต่ในห้อง มัวแต่คิดบ้านู่นนี่อยู่เป็นปี แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้อะไรเลยอยู่ดี
แต่ก็อย่างที่บอก เรื่องของเรื่องที่ทำให้ลังเล มันมีอยู่แค่ว่า "ไม่อยากเสียเวลา" แค่นั้นเอง

ต่อเรื่องที่สอง พอดีได้ทุนของมหาลัยนึงมา เข้าคณะอะไรก็ได้
จากค่าเทอมรีดเลือดเกือบแสน เหลือแค่เทอมละหมื่นกว่า เป็นใครใครก็อยากได้
แน่นอนแน๊ปก็อยากได้ ที่นี่ใช่ว่าจะไม่ดี หลักสูตรก็โอเค เรียนเป็นภาษาอังกฤษก็ดี ชอบ
ติดอยู่แค่มันไม่มีคณะที่อยากเข้า (แน๊ปว่ามันก็เรื่องใหญ่เหมือนกันนะ)
พูดถึงมหาลัยนี้ก็นึกถึงบริหาร ลองนึกภาพแน๊ปเรียนบริหาร คงอกแตกตายกันไปข้าง


สับสน ไม่รู้จะเรียนอะไรดี เหมือนอยากทำอะไรเต็มไปหมด
ซึ่งอะไรที่อยากทำทั้งหลายเนี่ย มันคนละทางกันหมดเลย คือมันต้องเลือก แต่เลือกไม่ถูก
ถ้าสมมติชอบด้านเดียวจะไม่ลังเล เลือกคือเลือกไปเลย โอเคอันนี้แหละ ฉึบ จบ
แต่นี่ ไอ้นั่นก็อยากทำ ไอ้นี่ก็อยากทำ ยิ่งพอลองทำ แล้วรู้สึกว่าทำไ้ด้ มันก็ยิ่งอยากทำต่อ
พอไปลองทำ ขอเค้าฝึกงาน รับจ๊อบบ้างอะไรบ้างนิดหน่อย ปรากฏว่าก็ชอบมันทั้งหมดนั่นแหละ
ยิ่งพอบวกความคิดเด็กๆเข้าไปว่าเอออันนี้ทำแล้วได้ตังค์นะ มันก็แอบภูมิใจ

บางงาน อย่างที่แน๊ปรับวาดรูปออกแบบโลโก้ หรือทำอาร์ตเวิร์คอะไรพวกนั้น
ก็ทำแล้วสนุกดี ถึงจะรู้ว่ามันมีบางมุมที่ไม่เหมาะกับตัวเอง แต่ก็ยังอยากทำอยู่
เพราะอะไร? เพราะมันเกิดความคิดในหัวว่า เราทำได้ อยากทำไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากทำให้มันดีั

คนเรา เป็นธรรมดาที่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ แล้วคิดว่าทำได้ดี แน๊ปก็เป็น
แต่สำหรับแน๊ป แน๊ปว่าแน๊ปชอบเยอะไปหน่อย จนไม่รู้ว่าจริงๆแล้วอยากทำอะไรกันแน่

วิทย์ก็ชอบศิลป์ก็ชอบ อยากทำมันทั้งหมดพร้อมกันทีเดียว
เมื่อก่อนเคยอยากเรียนนิเทศศิลป์ แต่เดี๋ยวนี้แลดูเอิ่ม มึงจะเรียนนิเทศกันเยอะไปไหน
เรียนกันล้น จบกันเกลื่อน งานก็แย่งจนไม่รู้จะแย่งกันยังไงดีแล้ว
ตอนนี้ถ้าให้เลือกคงเลือกหมอ เพราะมันดูเป็นอะไรที่แน่นอนมากกว่า อีกอย่างคือชอบด้วย

(หรืออาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เพราะช่วงนี้ดูซีรี่ย์มากไป ติดโบนส์ ติดเฮ้าส์ ติดซีเอสไอ
แต่ก็อยากทำนะ อยากทำงานในแล็บ ดูเป็นอะไรที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกดี
อยู่แต่กับอะไรที่ชอบ อาจจะเหมาะสำหรับคนที่สื่อสารกับคนอื่นไม่ค่อยรู้เรื่องแบบแน๊ป ฮา)

แล้วก็ย้อนกลับมาเรื่องมหาลัยที่พูดถึง คือมันไม่มีคณะแพทย์
แล้วก็โยงไปอีกหนึ่งปัญหา คือกลัวเอ็นไม่ติดค่ะทุกคน กลัวไม่มีที่เรียน
กลัวไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร)
เพราะทุนมหาลัยนี้แน๊ปว่ามันเหมือนอะไรที่ชัวร์แล้ว ยังไงก็ต้องคว้าไว้ก่อน
แต่ถ้ามันไม่มีอะไรที่อยากเรียนจริงๆ มันก็ลำบากใจอยู่
ใครจะไปอยากทนเรียนอะไรที่ไม่ได้ชอบตั้งสี่ห้าปีจริงมั้ย อึดอัดตายเลย

กลัวจะเป็นเหมือนตอนขึ้นมอสี่ ตอนแรกเลือกเรียนศิลป์ฝรั่งเศส
อารมณ์ตอนนั้นแบบเออเห้ยชอบเรียนภาษาว่ะ แต่พอเรียนไปแล้วมันไม่ใช่
เลยขอย้าย ดีที่เค้าให้ย้าย พอมาเรียนวิทย์ ก็คิดว่าดีนะที่รู้ตัวทัน
แต่ต่อไปนี้มันไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องเด็กๆอย่างงี้ เลือกแล้วเลือกเลย เปลี่ยนไม่ได้
ก็คิดว่าถ้าเลือกผิด ตัดสินใจผิดไป จะทำยังไง? แ่ย่ล่ะสิคราวนี้

แล้วก็คิดต่อไป จบมาแล้วยังไง? จะทำอะไรกิน?
กลัวกลัวกลัว เหมือนกลัวไปหมด กลัวล้มเหลว กลัวผิดพลาด กลัวทุกอย่าง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลัวไปทำไมในเมื่อยังไม่ได้ลองเริ่มอะไรซักอย่างเลย

จริงจริงมีอะไรอยากเขียนมากกว่านี้ตั้งเยอะ แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไงดี
บางอย่างมันก็เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เหมือนตีกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ในหัวมีแต่ อะไร? ยังไง? ทำไม? สับสนแบบแปลกแปลกแฮะ
อืม ชีวิตคนเรานี่มันก็ยุ่งยากเหมือนกันเนอะ :O

ปล1. รู้สึกบล็อคนี้มีแต่คำว่า อะไรอะไรอะไรอะไร
มานั่งอ่านแล้วรำคาญจัง
ปล2. อีกนิดนึง ขอโปรโมตอีกบล็อคหน่อยละักัน เงียบเหงามาก 
SNAPED'S STORIES : writing nothing.

มาป่วยกันอีกครั้งครับ หลังจากที่หายไปน๊านาน
มีใครเชื่อมั้ยว่าที่หายไปเนี่ย ไปเก็บข้อมูลมา
ไม่ได้อู้ไม่ได้ดองหรืออะไรทั้งสิ้น

ถ้าไม่เชื่อผมมีหลักฐานนะครับ

จริงๆที่หายไปเนี่ย ถ้าใครติดตาม อีเวนท์เกี่ยวกับเกมหน่อย
อาจจะเคยเห็นหน้าผมมาบ้างเเล้ว

ผมหนีไปจัดงาน PS3 Football Competition Presented by Sony & Carrefour
ซึ่งเป็นงาน Roadshow ตระเวนหาผู้เข้ารอบ ที่ Carrefour 8 สาขา สาขาละ 8 คน
ซึ่งใช้เวลาถึง 10 สับดาห์เลยทีเดียว

เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยกันเลยนั่นล่ะ

เเต่งานนี้ก็ไม่ได้ทำงานเปล่าๆนะครับ
คือผมหาโอกาสจากการทำ Roadshow ไปตระเวนหาของอร่อยทาน

เอาล่ะเรามาเริ่มเข้าเรื่องของ เอนทรี่นี้กันเลยดีกว่า

ร้านนี้มีชื่อว่า Sakura House ครับ
อยู่ที่ซอย ขนาบข้างกับตรอกข้าวสารนั่นเลยครับ
ซอยที่มี Swensens อยู่ที่ปากทาง [ถ้ามาจากทางสนามหลวง]
หรือสังเกตง่ายๆจะอยู่ตรงข้ามกับ โรงเเรมเวียงใต้ ครับผม
สังเกตป้ายร้านดีๆนะครับ ร้านจะอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารหลังหนึ่ง
ซึ่งชั้นแรกจะเป็น คลีนิก ไม่ต้องตกใจครับ เดินยืดอกพกตังค์เข้าไปได้เลย
ผมมี 2 ทางเลือกในการขึ้นครับ อาคารนี้ให้ความ Horrific พอกันครับ
ทั้งการขึ้นลิฟต์หรือบันได

งานนี้ผมไม่ได้ไปคนเดียวครับ พอดีตอนนี้เป็นช่วงหยุดงาน
ก่อนเปิดเทอมได้พักนึง ที่ช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบนั่นไง
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ต้องหยุดงาน เพราะเบื้องสูงสั่งมาว่าไม่ให้ไปทำงาน
เพราะเหตุการณ์ยังไม่สงบพอ ผมเลยขอลางานที่สาขาบางใหญ่

พอไม่มีงาน ทีนี้ก็ว่างสิครับ ผมเลยนัดกับคุณบัส ว่าจะไปทำความสะอาดราชประสงค์ด้วยกัน
นัดเเนะกันเป็นอย่างดีเลยครับ
เเต่พอมาถึงตอนเช้า คุณบัสโทรมาหา ไม่รู้ว่าอาการเป็นยังไง ผมหลับยาวหรือไงก็ไม่รู้
จากที่นัดกันไว้ 7 โมง ดั๊นไถลไป 10 โมงซะเเบบนั้น

10 โมงผมตื่นขึ้นมาหน้าโง่ๆเจอมิสคอลล์อยู่ 2 สาย ในใจตอนนั้นคิดว่า "เหี้ยเเล้วไงกู"
สัญชาตญาณบอกผมให้โทรกลับไปหาคุณบัสทันที พอโทรกลับไป กลายเป็นแผนไปทำความสะอาดของเรา
เเคนเซิลเเล้วครับ ผมเลยเปลี่ยนเเผน ไปหาอะไรทานกันดีกว่า

ก็นัดกับคุณบัสไว้ เที่ยงตรง ครับ ที่ถนนข้าวสาร เมื่อผมไปถึง ก็เดินโง่หลงหากันไม่เจออยู่พักใหญ่
จนพอทุกอย่าลงตัว พวกเราก็มาจบอยู่ทีร้าน Sakura House นี่เเหละครับ

เดินเข้าไปผ่านคลีนิก เข้าไปด้านในเจอลิฟต์เเล้วผมก็กดอย่างไม่รีรอครับ อาการหิวกำเริบ ข้าวเช้ายังไม่ได้ทาน เมื่อเข้าไปในลิฟต์ สภาพลิฟต์น่ากลัวมากอยู่ครับ เเต่ไม่ต้องห่วง
เเค่มีการดึงกระตุกนิดหน่อย เเต่ปลอดภัยชัวร์ป๊าดครับ กดชั้น 4 ไม่ต้องรีรอเลยนะครับ
เมื่อลิฟต์จอดที่ชั้นสี่ เราก็ถึงที่หมายครับ ซากุระเฮาส์ ของเรานั่นไง

ผมเดินเข้าไปนั่งโต๊ะในสุดของร้านเลยครับ

เข้าไปตูดถึงเก้าอี้เสร็จเเล้ว ผมกับคุณบัสไม่มีเฟรมเรทตกครับ
ดังเมนูขึ้นมากางสั่งกันตามงบประมาณของเเต่ละท่าน

ผมสั่งข้าวอะไรซักอย่าง ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ครับ
เป็นข้าวอัดเเน่เอี๊ยดมากๆราดด้วยน้ำคล้ายๆน้ำราดหน้าพร้อมด้วยผัก
เเล้วก็ปลาหมึกหมูและกุ้งตามภาพเลยครับ



รสชาติของเจ้านี่ถือว่าใช้ได้เลยครับ เเต่ผมดันทานไม่หมดเพราะปริมาณของมันเยอะเหลือเกิน TT

จานต่อมาเป็น

กิมจิครับ



กิมจิของที่นี่ชิ้นใหญ่มากๆครับ
รสชาตินั้นจัดจ้านมาก กลิ่นกระเทียมเเรงพอสมควร
รสชาจินั้นค่อนข้างเน้นออกไปทางเค็มซะมาก


เทมปุระด้ง



เห็นกุ้งตัวโต 2 ตัวในชามนั่นมั้ยครับ?
เมนูนี้เป็นของคุณบัสครับ
เทมปุระด้ง รสชาติดีทีเดียว ปริมาณให้เยอะตามสไตล์ร้านนี้เลยครับ

คาราอาเกะ



รสชาติปกติ ไม่ได้ฉูดฉาดอะไรเท่าไรนัก
เสิร์ฟพร้อมกันสลัดผักซึ่งคุณบัสก็จัดการเรียบร้อย

สุดท้าย เมนูที่ผมประทับใจร้านนี้มากๆครับ


ทาโกะยากิ >///<

 

 

 

 

 ราคา 50 บาทเท่านั้นครับ

เสิร์ฟมา 5 ลูก ผมกับคุณบัสช่วยกันถล่มไม่เลี้ยงครับ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

รายการอาหารที่สั่งทั้งหมดในมื้อนี้ 5 อย่างถ้วนครับ

 

 

 

ราคานั้นตกอยู่ที่ 350- เท่านั้นเองครับ


ขอจบการรีวิวอาหารเพียงเท่านี้ไว้คราวหน้าเรามาเจอกับร้าน
อาหารญี่ปุ่นสุดอร่อย Gyunoya ในย่าน Taniya กันครับผม

ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยครับ : )

ปล.น้ำเป็นน้ำข้าวคั่วเติมฟรีครับ
ปล2.ขาลงผมเดินลงกับคุณบัสได้อารมณ์น่ากลัวอีกเเบบ
ปล3.นี่เป็นการรีวิวอาหารครั้งเเรก ผมยังรอบคอบไม่พอขออภัยด้วยครับ