ซันแน๊ป : สุขใจกับสายน้ำ
posted on 27 Oct 2011 02:19 by sonapp










โอเค เอนทรี่นี้ ยังไม่รู้จะทำอะไรดี ทำเเท็กเอาฮาเเม่งเลย
คนที่เข้ามาดูทำกันด้วยนะครับ ;p
(แน๊ปมาอัพเพิ่มอีกรอบ พอดีอยากมีส่วนร่วม เห็นแล้วมันอดไม่ได้ 55555)
1. สวัสดีจ้า พร้อมหรือยังเอ่ย ?
ซัน - Let's go
แน๊ป - โอเึค พร้อม 555555555
2. ทุกคนเรียกคุณว่า ?
ซัน - ซัน
แน๊ป - แน๊ป สแน๊ป สแน๊ปเป็ด เป็ด หมวย น้องซุปเห็ด 55555555
3. นิสัยเด่นๆของคุณ ?
ซัน - เฉยๆ กวนตีนมั้ง ?
แน๊ป - ไม่รู้สิ รู้สึกเป็นคนหลายบุคลิก 55555
4. นิสัยที่ไม่อยากให้ใครเห็น ?
ซัน - ข้อเสียที่มีอยู่เยอะนั่นเเหละ
แน๊ป - ตอนโมโห มันก็ไม่ถึงกับไม่อยากให้เห็นอ่ะ แต่ไม่เห็นจะดีกว่า 5555
5. นิสัยเมื่อเจอคนที่คุณแอบชอบ ?
ซัน - รู้สึกเองคนเดียว ฮ่าๆๆๆๆๆ หรืออาจจะมีเล่นแง่บ้าง
แน๊ป - ก็แสดงออกให้รู้ว่าชอบ แต่ไม่พูด 55555555
6. นิสัยเวลาเขิน ?
ซัน - ยิ้มเเป้น หน้าเเดง ฟุบกับโต๊ะ หันหน้าหนี ตัวอ่อนเเรงละลาย
แน๊ป - อมยิ้ม กัดปาก อยู่ไม่สุข นั่งบ้าไปหลายวัน 5555555
7. นิสัยเวลาเมื่อคุณหน้าแตก ?
ซัน - ยิ้มเห่ยๆ ฮ่าๆๆๆ
แน๊ป - ขำไปสิ ทำขำไป หัวเราะแล้วเกาหัว 555555555555
8. นิสัยเวลาเจอของที่น่ารัก ?
ซัน - ไม่ค่อยสนใจของพวกนี้
แน๊ป - มีเรดาร์ ร้องอ๊าาาชอบบ ชี้นิ้วไปทางนั้น แล้ววิ่งเข้าใส่ 555555555555555
9. นิสัยเวลาเจอคนแปลกหน้ามาเดินไปมาหน้าบ้านคุณ ?
ซัน - เฉยๆ มันปีนเข้ามาค่อยคิดอีกที
แน๊ป - ก็เดินออกไปดูแล้วถามว่ามาหาใครคะ 555 กูตอบตรงคำถามมั้ยเนี่ย 55
10. นิสัยเวลาโมโห ?
ซัน - ไม่รู้ หน้าบึ้งมั้ง ? หน้าหงิกเป็นตีนเลยเวลาไม่พอใจ
แน๊ป - โอ่ยต้องเห็นเอง อธิบายไม่ถูก 555 แม่บอกกวนตีน 555
(เพื่อนแซวมา : แหมแล้วทำอย่างกับปกติมึงไม่กวนตีน) 555555555
11. คุณคิดว่านิสัยคุณเป็นยังไง ?
ซัน - ข้อดีน้อยกว่าข้อเสีย
แน๊ป - แล้วแต่ว่าอยู่กับใคร นิสัยแตกต่างกันไปตามเลเวลความสนิท 555
12. คุณมีเรื่องให้หน้าแตกมั้ย ?
ซัน - เยอะเหมือนกัน
แน๊ป - ก็เยอะอยู่นะ 555555555555555 เรายังฝังใจโอแอลโออยู่เลย
13. เวลาเศร้าใจคุณทำยังไง ?
ซัน - ใช้ชีวิต เเค่จะหมดอาลัยหน่อยนึง
แน๊ป - ถ้าเสียใจมากก็จะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องข้าวปลาไม่กิน 5555555
14. คุณคิดว่าคุณเป็นคนเรียบร้อยมั้ย ?
ซัน - พอควร
แน๊ป - มากอ่ะ 55555555555555555555555555
15. คิดว่าจะมีคนชอบคุณมั้ย ?
ซัน - ไม่เเน่ใจ
แน๊ป - ไม่รู้ ไม่ได้สนใจ 5555
16. คุณเกลียดใครมั้ย ?
ซัน - ไปทั่วเลยอ่ะ
แน๊ป - เยอะมาก 5555555555555
17. คุณกลัวคนแปลกหน้ามั้ย ?
ซัน - ไม่ในกรณีที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน เช่น เรียนห้องเดียวกัน ฯลฯ
ผมชอบการเมคเฟรนด์นะ ถึงหน้าผมจะไม่ค่อยรับเเขกก็ตาม
แน๊ป - ก็ไม่ได้กลัว แค่ไม่ชินเวลาอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่รู้จัก 5555 มันยังไงไม่รู้
/ ถ้าหน้าแกไม่รับแขกแล้วหน้าฉันเรียกอะไรเนี่ย 555555555555
18. คุณคิดว่าตัวเองเสียงเบาอ่อนหวานมั้ย ?
ซัน - ไม่อ่ะ เสียงใหญ่
แน๊ป - สุดๆไปเลยฮ่า 555555555 / เสียงแกใหญ่ตรงไหนวะซัน 5555
19. ตกลงคุณคิดว่าคุณมีนิสัยยังไง ?
ซัน - มึงถามไปเเล้วนะ ......
แน๊ป - นี่มึงจะถามซ้ำไปซ้ำมาทำไมตั้งหลายรอบ 555555555
20. แน่ใจนะ ?
ซัน - กูจะเอาธงฟันมึงล่ะ
แน๊ป - เออออออ 555 เล่นถามซะสามรอบ ไม่ชัวร์ไม่ได้แล้วล่ะ 5555
21. อยากบอกอะไรกับผู้ที่มาอ่านบล็อคของคุณมั้ย ?
ซัน - แท็กซะไอ้หนู
แน๊ป - แท็กฉึกๆ <3
22. ข้อสุดท้ายเก็บไว้ให้คนอ่าน คิดว่าเจ้าของแท็กนี้นิสัยเป็นยังไง?
เอิ่ม มีคนบ่นมา ว่าบล็อคนี่ก็จะดองนานไปไหน นั่นน่ะสิ จะดองไปถึงไหน
ไอ้เราก็รอซันมาอัพ ซันก็หายไปไหนไม่รู้ ช่วงนี้ไม่ได้คุยกับมันเลย
ไม่รู้ว่ามันมีอะไรต้องทำ หรือมันเกรียน มัวแต่เล่นเกมจนลืมแน๊ปไปแล้วก็ไม่รู้
(ถ้าแกมาอ่านก็ง้อฉันด้วย ฉันเริ่มเซ็งแกแล้ว)
สองสามเดือนที่ผ่านมานี่มันน่าเบื่อยังไงอยู่นะ
เหมือนมีแต่อะไรเดิมเดิม ไม่มีอะไรใหม่ใหม่ โนอัพเดทมากมาก
"ไม่รู้จะอัพยังไงนี่นา" เป็นข้ออ้างของการไม่อัพบล็อค
ช่วงนี้ชีวิตเหมือนเนื้อเพลงเพลงนึงของ alicia keys ชื่อเพลงอะไรจำไม่ได้
ที่มันร้องประมาณว่า "everyday goes on by nothing"
ใช่มันเป็นอย่างงั้นจริงจริง มันนอทติงจริงจริง ไม่มีอะไรเลย
เช้าตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ บ่นกับตัวเอง เอ๊ะวันนี้ต้องไปโรงเรียนนี่นา
นอนต่ออีกห้านาที แล้วลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ส่องกระจก แล้วออกจากบ้าน
เรียนเรียนนอนนอน กลับบ้านมา เล่นคอมยาวยาว
ดึกหน่อยก็นอน ก่อนนอนก็คิด เอ๊ะพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนนี่นา
เหมือนต้องทำอะไรซ้ำซ้ำทุกทุกวัน วันนี้เป็นอย่างงี้ พรุ่งนี้ก็ยังคงเป็นอย่างงั้น
พรุ่งนี้เป็นเหมือนวันนี้ เหมือนกับที่วันนี้เป็นเหมือนเมื่อวาน
มะรืนนี้ มะรืนนู้น มะรืนต่อต่อไป มันก็ยังเป็นเหมือนเมื่อวานของวันนี้อยู่ดี
ไม่ได้เบื่อหรอกนะ แค่เซ็งเซ็งนิดหน่อยเท่านั้นเอง
บางทีเหมือนอยากทำอะไรเต็มไปหมด แต่บางทีก็ไม่อยากทำอะไรเลย
บางทีก็อยากเป็นอย่างเอเต้ เป็นอย่างกิสโม่ เป็นอย่างนัมนัม
ไม่รู้สิ ก็ดูมันสบายดี วันวันทำอะไร กินกินนอนนอน เบื่อก็วิ่งเล่น
เว้นนานไปหน่อย เมื่อกี้แว๊บไปดูยูทู้บมา ลืมไปเลยจะเขียนอะไร
เข้าใจฟิลมั้ย อยากอัพนะ แต่ไม่รู้จะอัพอะไรดี
บล็อคนี้ไี้ร้สาระดี บ่นบ้าอะไรไม่รู้ตั้งหลายบรรทัด หาเนื้อไม่ได้เลย
ไหนไหนก็พูดถึงแล้ว ขอต่ออีกหน่อย เมื่อวานเอเต้เพิ่งลอกคราบ กรี๊ดลั่นบ้าน
ลอกเสร็จให้หนูเป็นรางวัลไปตัวนึง จัดการอย่างรวดเร็ว น่ารักเหมือนเดิม
เออพูดถึงยูทู้บ ช่วงนี้ไม่ได้ถ่ายคลิปเอเต้ลงยูทู้บเลย ลืม คลิปเก่าก็ลบไปหมดแล้ว
ลบทำไม ไม่รู้เหมือนกัน อยู่ดีดีก็อยากลบ แต่ว่าจะลงใหม่อยู่

ถ่ายยากมากอยากจะบ่น เลื้อยไม่หยุดเลย
แต่ถ่ายวันนี้กำลังดี เพิ่งลอกคราบ สีสดดี ชอบจังเวลาลอกใหม่ใหม่
รูปแรกที่ปล่อยอยู่กับพื้น ถ่ายได้เพราะมันนิ่ง ก็ว่าสิทำไมนิ่ง ปกติต้องเลื้อย
พอมันอยู่เฉยๆ ถ่ายเสร็จปุ๊ป มันก็เลื้อยออกไป แล้วทิ้งอึไว้ก้อนเบ้อเร่อ อืม..
(เอนทรี่เก่าเีกี่ยวกับเอเต้ เช็คดูได้ข้างข้าง ชื่อ "ลูกชายผมชื่อเอเต้" )
กิสโม่ ล็อปน้อย ตอนนี้ไม่ใช่กระต่ายแล้ว เหมือนหมาผสมหมู อ้วนเอาอ้วนเอา
ตอนแรกแรกให้กินแต่หญ้าแห้งกับอาหารเม็ด เดี๋ยวนี้ให้ผักแซมไปด้วย
แหมแต่น่าหมั่นไส้ พอมีผักนี่อาหารม้งอาหารเม็ดไม่สน จะกินแต่ผัก
ของโปรดคือผักกาดแก้ว เห็นเป็นไม่ได้ วิ่งเข้าหาแล้วหมดภายในสองนาที
มันเป็นกระต่ายที่อารมณ์แปรปรวนมาก ฟิลแต่ละวันไม่เหมือนกันซักวัน
วันไหนนิ่งคือไม่เล่นด้วยทั้งวัน วันไหนอยากเล่นก็จะเข้ามางุ้งงิ้งด้วยตลอด
งงกับมันเหมือนกัน เอาใจไม่ถูก ก็รอมันมาเล่นด้วยเองละกัน
ชักเริ่มขี้อ้อนแล้ว มีการยืนสองขาขอของกิน พอใ้ห้ กินเสร็จก็มาเลียมือ จะเอาอีก
บางทีพอลูบหัวก็ทำหน้าเคลิ้ม ดีไม่ดีบางทีก็หลับไปเลย
พอหยุดลูบก็เอาหัวมาดุนมือ เหมือนจะบอกว่าไม่เอา ให้ลูบต่อ เออก็น่ารักดีนะ
ยังจำได้เลยวันแรกที่โม่มาอยู่ด้วย ตัวกระจึ๋งนึง อยู่ในกล่อง
นั่งแท็กซี่จากสวนกลับบ้านมากับพี่แม้กกับนิว โม่นั่งอยู่บนตัก ตัวสั่นสั่นสั่นสั่น
แล้วดูตอนนี้สิ ตัวเบ้อเร่อ กินไม่หยุดเลย พูดแล้วคิดถึงวันนั้น

นี่ก็อยู่ไม่ินิ่งเหมือนกัน กว่าจะถ่ายได้ ต้องจับหัวไว้ ไม่ก็เอาขนมมาล่อ
หนุ่มคนนี้เห็นกล้องไม่ได้ วิ่งตลอด ไม่รู้ขี้อายหรือรำคาญ
สุดท้ายต่อด้วยน้องเล็กของบ้าน นัมนัม สาวคนเดียวในบ้าน ชื่อตลกดี อยากรู้ที่มามั้ย?
เพลง nom nom nom ฯลฯ ของ perry gripp ในยูทู้บ น่าจะเคยดูกัน นานแล้ว
ถ้ายังไม่เคยก็นี่ http://www.youtube.com/watch?v=SMWi7CLoZ2Q
เห็นแ้ล้วมันอดใจไม่ไหวจริงจริง ลากพี่แม้กไปสวน เอาน้องนัมมาอยู่ด้วยจนได้
เพิ่งได้มาไม่นาน น่าจะซักเดือนกว่ากว่า ตอนแรกมาตัวนิดเดียวเอง
ตอนนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะแม่มันเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ (แต่ไม่ดีนะ อย่าทำตาม ฮ่า)
ดูทรงไม่น่าจะโตได้ แต่ผ่านมาซักพักแล้วมานั่งดูมัน เออก็โตขึ้นอยู่เหมือนกัน


แฮนด์ออน ด้านหน้า ด้านหลัง อยากจะพิมพ์ lol ซักร้อยที
เป็นสาวเป็นแส้ ดูทำท่าเข้า ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลย
มีความสุขเนอะ เวลาเห็นสัตว์ที่เราเลี้ยงค่อยๆโต ค่อยๆโต
เหมือนแบบเออ เราเลี้ยงมันดีนะ เราดูแลมันดีนะ มันดูแฮปปี้ดีนะ
พอคิดอย่างงั้นแล้วก็นั่งยิ้ม เลี้ยงสัตว์นี่มันมีความสุขจริงจริงนะ
ยังดีนะ ในวันเบื่อเบื่อ อย่างน้อยก็มีเ้จ้าพวกนี้มาทำให้ยิ้มได้ :)
ปล1. หม่ามี๊ยังคิดถึงดัสท์ ค็อกเทล เทมเทม กระเป๋า โมโต อีหนู เพิร์ล จุ๊ด ลิลลี่ เอฟ อยู่นะ
คิดถึงตลอดแหละ เหมือนทุกคนยังอยู่กับหม่ามี๊ตลอด ไม่ได้หายไปไหนเลย :)
ปล2. รูปเล็กไปนิด เบลอไปหน่อย รูปเล็กโทษตัวเอง รูปเบลอโทษกล้องละกัน ฮ่า
สเปเชี่ยล ปล. เห็นมีคนถามถึง 5555
ดัสท์ ค็อกเทล คือหนูแกสบี้ / เทมปุระ กระเป๋า คือแฮมสเตอร์ / โมโต คือเต่า /
อีหนู คือกระต่าย / เพิร์ล คือแมงมุม / จุ๊ด ลิลลี่ เอฟ คือหมา :D
แน๊ปว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเครียดไปกว่าเรื่องเรียนแล้วนะ
ไม่ใช่ว่าเรียนหนัก แต่จะเรียนอะไรดีต่างหาก
นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกที่เกือบๆจะเหมือนทางตัน
สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงจริงแล้วตัวเองต้องการอะไรกันแน่
(ซึ่งแน๊ปก็เป็นหนึ่งในนั้น)
เข้าเรื่องที่หนึ่ง เผอิญไ้ด้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนไปเมกา ได้แล้ว ขึ้นอยู่แค่ว่าจะไปไม่ไป
(ทุกคนคงรู้เพราะแน๊ปเห่อมาก ถึงกับแคปหน้าเว็บไปลงเฟสบุ้ค กรี๊ดไปหลายวัน)
ส่วนตัวแล้วอยากไปมากมาก ติดเรื่องที่บ้านอีกนิดหน่อย มีแนวโน้ม 50 50
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าสมมติไป แล้วกลับมาอาจจะต้องเรียนซ้ำ
เพราะ 1. สายวิทย์ 2. บางคณะมันต้องใช้หน่วยกิตครบทั้ง 3 ปี ซึ่งถ้าไปแล้วมันจะโหว่ไปปีนึง
คือไม่อยากเสียเวลา ไม่ได้รู้สึกว่าปีนึงมันหายไปโดยเปล่าประโยชน์
แค่คิดว่าอยากจบไวๆมากกว่า จะได้ก้าวต่อไปซักที ไม่ต้องมาเรียนอะไรกลางๆ
โดยเฉพาะตอนนี้ยังไม่แน่ใจเลยว่าอยากเป็นอะไรกันแน่ มันก็ยาก
กดดันอยู่เหมือนกันนะ เหมือนต้องรีบตัดสินใจ ทั้งๆที่ยังไม่ชัวร์กับตัวเองเท่าไหร่
แต่มันก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าไปก็อาจจะได้ไปเจออะไรใหม่ๆ อาจจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ดีกว่านั่งจมอยู่แต่ในห้อง มัวแต่คิดบ้านู่นนี่อยู่เป็นปี แต่สุดท้ายก็ยังไม่รู้อะไรเลยอยู่ดี
แต่ก็อย่างที่บอก เรื่องของเรื่องที่ทำให้ลังเล มันมีอยู่แค่ว่า "ไม่อยากเสียเวลา" แค่นั้นเอง
ต่อเรื่องที่สอง พอดีได้ทุนของมหาลัยนึงมา เข้าคณะอะไรก็ได้
จากค่าเทอมรีดเลือดเกือบแสน เหลือแค่เทอมละหมื่นกว่า เป็นใครใครก็อยากได้
แน่นอนแน๊ปก็อยากได้ ที่นี่ใช่ว่าจะไม่ดี หลักสูตรก็โอเค เรียนเป็นภาษาอังกฤษก็ดี ชอบ
ติดอยู่แค่มันไม่มีคณะที่อยากเข้า (แน๊ปว่ามันก็เรื่องใหญ่เหมือนกันนะ)
พูดถึงมหาลัยนี้ก็นึกถึงบริหาร ลองนึกภาพแน๊ปเรียนบริหาร คงอกแตกตายกันไปข้าง
สับสน ไม่รู้จะเรียนอะไรดี เหมือนอยากทำอะไรเต็มไปหมด
ซึ่งอะไรที่อยากทำทั้งหลายเนี่ย มันคนละทางกันหมดเลย คือมันต้องเลือก แต่เลือกไม่ถูก
ถ้าสมมติชอบด้านเดียวจะไม่ลังเล เลือกคือเลือกไปเลย โอเคอันนี้แหละ ฉึบ จบ
แต่นี่ ไอ้นั่นก็อยากทำ ไอ้นี่ก็อยากทำ ยิ่งพอลองทำ
แล้วรู้สึกว่าทำไ้ด้ มันก็ยิ่งอยากทำต่อ
พอไปลองทำ ขอเค้าฝึกงาน รับจ๊อบบ้างอะไรบ้างนิดหน่อย ปรากฏว่าก็ชอบมันทั้งหมดนั่นแหละ
ยิ่งพอบวกความคิดเด็กๆเข้าไปว่าเอออันนี้ทำแล้วได้ตังค์นะ
มันก็แอบภูมิใจ
บางงาน อย่างที่แน๊ปรับวาดรูปออกแบบโลโก้ หรือทำอาร์ตเวิร์คอะไรพวกนั้น
ก็ทำแล้วสนุกดี ถึงจะรู้ว่ามันมีบางมุมที่ไม่เหมาะกับตัวเอง แต่ก็ยังอยากทำอยู่
เพราะอะไร? เพราะมันเกิดความคิดในหัวว่า เราทำได้ อยากทำไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากทำให้มันดีั
คนเรา เป็นธรรมดาที่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ แล้วคิดว่าทำได้ดี แน๊ปก็เป็น
แต่สำหรับแน๊ป แน๊ปว่าแน๊ปชอบเยอะไปหน่อย จนไม่รู้ว่าจริงๆแล้วอยากทำอะไรกันแน่
วิทย์ก็ชอบศิลป์ก็ชอบ อยากทำมันทั้งหมดพร้อมกันทีเดียว
เมื่อก่อนเคยอยากเรียนนิเทศศิลป์ แต่เดี๋ยวนี้แลดูเอิ่ม มึงจะเรียนนิเทศกันเยอะไปไหน
เรียนกันล้น จบกันเกลื่อน งานก็แย่งจนไม่รู้จะแย่งกันยังไงดีแล้ว
ตอนนี้ถ้าให้เลือกคงเลือกหมอ เพราะมันดูเป็นอะไรที่แน่นอนมากกว่า อีกอย่างคือชอบด้วย
(หรืออาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ เพราะช่วงนี้ดูซีรี่ย์มากไป ติดโบนส์ ติดเฮ้าส์ ติดซีเอสไอ
แต่ก็อยากทำนะ อยากทำงานในแล็บ ดูเป็นอะไรที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกดี
อยู่แต่กับอะไรที่ชอบ อาจจะเหมาะสำหรับคนที่สื่อสารกับคนอื่นไม่ค่อยรู้เรื่องแบบแน๊ป ฮา)
แล้วก็ย้อนกลับมาเรื่องมหาลัยที่พูดถึง คือมันไม่มีคณะแพทย์
แล้วก็โยงไปอีกหนึ่งปัญหา คือกลัวเอ็นไม่ติดค่ะทุกคน กลัวไม่มีที่เรียน
กลัวไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร)
เพราะทุนมหาลัยนี้แน๊ปว่ามันเหมือนอะไรที่ชัวร์แล้ว ยังไงก็ต้องคว้าไว้ก่อน
แต่ถ้ามันไม่มีอะไรที่อยากเรียนจริงๆ มันก็ลำบากใจอยู่
ใครจะไปอยากทนเรียนอะไรที่ไม่ได้ชอบตั้งสี่ห้าปีจริงมั้ย อึดอัดตายเลย
กลัวจะเป็นเหมือนตอนขึ้นมอสี่ ตอนแรกเลือกเรียนศิลป์ฝรั่งเศส
อารมณ์ตอนนั้นแบบเออเห้ยชอบเรียนภาษาว่ะ แต่พอเรียนไปแล้วมันไม่ใช่
เลยขอย้าย ดีที่เค้าให้ย้าย พอมาเรียนวิทย์ ก็คิดว่าดีนะที่รู้ตัวทัน
แต่ต่อไปนี้มันไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องเด็กๆอย่างงี้ เลือกแล้วเลือกเลย เปลี่ยนไม่ได้
ก็คิดว่าถ้าเลือกผิด ตัดสินใจผิดไป จะทำยังไง? แ่ย่ล่ะสิคราวนี้
แล้วก็คิดต่อไป จบมาแล้วยังไง? จะทำอะไรกิน?
กลัวกลัวกลัว เหมือนกลัวไปหมด กลัวล้มเหลว กลัวผิดพลาด กลัวทุกอย่าง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลัวไปทำไมในเมื่อยังไม่ได้ลองเริ่มอะไรซักอย่างเลย
จริงจริงมีอะไรอยากเขียนมากกว่านี้ตั้งเยอะ แต่ไม่รู้จะเรียบเรียงยังไงดี
บางอย่างมันก็เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เหมือนตีกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ในหัวมีแต่ อะไร? ยังไง? ทำไม? สับสนแบบแปลกแปลกแฮะ
อืม ชีวิตคนเรานี่มันก็ยุ่งยากเหมือนกันเนอะ :O
ปล1. รู้สึกบล็อคนี้มีแต่คำว่า อะไรอะไรอะไรอะไร มานั่งอ่านแล้วรำคาญจัง
ปล2. อีกนิดนึง ขอโปรโมตอีกบล็อคหน่อยละักัน เงียบเหงามาก
SNAPED'S STORIES : writing nothing.
มาป่วยกันอีกครั้งครับ หลังจากที่หายไปน๊านาน
มีใครเชื่อมั้ยว่าที่หายไปเนี่ย ไปเก็บข้อมูลมา
ไม่ได้อู้ไม่ได้ดองหรืออะไรทั้งสิ้น
ถ้าไม่เชื่อผมมีหลักฐานนะครับ
จริงๆที่หายไปเนี่ย ถ้าใครติดตาม อีเวนท์เกี่ยวกับเกมหน่อย
อาจจะเคยเห็นหน้าผมมาบ้างเเล้ว
ผมหนีไปจัดงาน PS3 Football Competition Presented by Sony & Carrefour
ซึ่งเป็นงาน Roadshow ตระเวนหาผู้เข้ารอบ ที่ Carrefour 8 สาขา สาขาละ 8 คน
ซึ่งใช้เวลาถึง 10 สับดาห์เลยทีเดียว
เล่นเอาเหงื่อไหลไคลย้อยกันเลยนั่นล่ะ
เเต่งานนี้ก็ไม่ได้ทำงานเปล่าๆนะครับ
คือผมหาโอกาสจากการทำ Roadshow ไปตระเวนหาของอร่อยทาน
เอาล่ะเรามาเริ่มเข้าเรื่องของ เอนทรี่นี้กันเลยดีกว่า
ร้านนี้มีชื่อว่า Sakura House ครับ
อยู่ที่ซอย ขนาบข้างกับตรอกข้าวสารนั่นเลยครับ
ซอยที่มี Swensens อยู่ที่ปากทาง [ถ้ามาจากทางสนามหลวง]
หรือสังเกตง่ายๆจะอยู่ตรงข้ามกับ โรงเเรมเวียงใต้ ครับผม
สังเกตป้ายร้านดีๆนะครับ ร้านจะอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารหลังหนึ่ง
ซึ่งชั้นแรกจะเป็น คลีนิก ไม่ต้องตกใจครับ เดินยืดอกพกตังค์เข้าไปได้เลย
ผมมี 2 ทางเลือกในการขึ้นครับ อาคารนี้ให้ความ Horrific พอกันครับ
ทั้งการขึ้นลิฟต์หรือบันได
งานนี้ผมไม่ได้ไปคนเดียวครับ พอดีตอนนี้เป็นช่วงหยุดงาน
ก่อนเปิดเทอมได้พักนึง ที่ช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบนั่นไง
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ต้องหยุดงาน เพราะเบื้องสูงสั่งมาว่าไม่ให้ไปทำงาน
เพราะเหตุการณ์ยังไม่สงบพอ ผมเลยขอลางานที่สาขาบางใหญ่
พอไม่มีงาน ทีนี้ก็ว่างสิครับ ผมเลยนัดกับคุณบัส ว่าจะไปทำความสะอาดราชประสงค์ด้วยกัน
นัดเเนะกันเป็นอย่างดีเลยครับ
เเต่พอมาถึงตอนเช้า คุณบัสโทรมาหา ไม่รู้ว่าอาการเป็นยังไง ผมหลับยาวหรือไงก็ไม่รู้
จากที่นัดกันไว้ 7 โมง ดั๊นไถลไป 10 โมงซะเเบบนั้น
10 โมงผมตื่นขึ้นมาหน้าโง่ๆเจอมิสคอลล์อยู่ 2 สาย ในใจตอนนั้นคิดว่า "เหี้ยเเล้วไงกู"
สัญชาตญาณบอกผมให้โทรกลับไปหาคุณบัสทันที พอโทรกลับไป กลายเป็นแผนไปทำความสะอาดของเรา
เเคนเซิลเเล้วครับ ผมเลยเปลี่ยนเเผน ไปหาอะไรทานกันดีกว่า
ก็นัดกับคุณบัสไว้ เที่ยงตรง ครับ ที่ถนนข้าวสาร เมื่อผมไปถึง ก็เดินโง่หลงหากันไม่เจออยู่พักใหญ่
จนพอทุกอย่าลงตัว พวกเราก็มาจบอยู่ทีร้าน Sakura House นี่เเหละครับ
เดินเข้าไปผ่านคลีนิก เข้าไปด้านในเจอลิฟต์เเล้วผมก็กดอย่างไม่รีรอครับ อาการหิวกำเริบ ข้าวเช้ายังไม่ได้ทาน เมื่อเข้าไปในลิฟต์ สภาพลิฟต์น่ากลัวมากอยู่ครับ เเต่ไม่ต้องห่วง
เเค่มีการดึงกระตุกนิดหน่อย เเต่ปลอดภัยชัวร์ป๊าดครับ กดชั้น 4 ไม่ต้องรีรอเลยนะครับ
เมื่อลิฟต์จอดที่ชั้นสี่ เราก็ถึงที่หมายครับ ซากุระเฮาส์ ของเรานั่นไง
ผมเดินเข้าไปนั่งโต๊ะในสุดของร้านเลยครับ
เข้าไปตูดถึงเก้าอี้เสร็จเเล้ว ผมกับคุณบัสไม่มีเฟรมเรทตกครับ
ดังเมนูขึ้นมากางสั่งกันตามงบประมาณของเเต่ละท่าน
ผมสั่งข้าวอะไรซักอย่าง ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้ครับ
เป็นข้าวอัดเเน่เอี๊ยดมากๆราดด้วยน้ำคล้ายๆน้ำราดหน้าพร้อมด้วยผัก
เเล้วก็ปลาหมึกหมูและกุ้งตามภาพเลยครับ

รสชาติของเจ้านี่ถือว่าใช้ได้เลยครับ เเต่ผมดันทานไม่หมดเพราะปริมาณของมันเยอะเหลือเกิน TT
จานต่อมาเป็น
กิมจิครับ



กิมจิของที่นี่ชิ้นใหญ่มากๆครับ
รสชาตินั้นจัดจ้านมาก กลิ่นกระเทียมเเรงพอสมควร
รสชาจินั้นค่อนข้างเน้นออกไปทางเค็มซะมาก
เทมปุระด้ง

เห็นกุ้งตัวโต 2 ตัวในชามนั่นมั้ยครับ?
เมนูนี้เป็นของคุณบัสครับ
เทมปุระด้ง รสชาติดีทีเดียว ปริมาณให้เยอะตามสไตล์ร้านนี้เลยครับ
คาราอาเกะ

รสชาติปกติ ไม่ได้ฉูดฉาดอะไรเท่าไรนัก
เสิร์ฟพร้อมกันสลัดผักซึ่งคุณบัสก็จัดการเรียบร้อย
สุดท้าย เมนูที่ผมประทับใจร้านนี้มากๆครับ
ทาโกะยากิ >///<
ราคา 50 บาทเท่านั้นครับ
เสิร์ฟมา 5 ลูก ผมกับคุณบัสช่วยกันถล่มไม่เลี้ยงครับ
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
รายการอาหารที่สั่งทั้งหมดในมื้อนี้ 5 อย่างถ้วนครับ
ราคานั้นตกอยู่ที่ 350- เท่านั้นเองครับ
ขอจบการรีวิวอาหารเพียงเท่านี้ไว้คราวหน้าเรามาเจอกับร้าน
อาหารญี่ปุ่นสุดอร่อย Gyunoya ในย่าน Taniya กันครับผม
ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยครับ : )
ปล.น้ำเป็นน้ำข้าวคั่วเติมฟรีครับ
ปล2.ขาลงผมเดินลงกับคุณบัสได้อารมณ์น่ากลัวอีกเเบบ
ปล3.นี่เป็นการรีวิวอาหารครั้งเเรก ผมยังรอบคอบไม่พอขออภัยด้วยครับ